SET โคม่า!ใช้เซอร์กิตฯรอบกว่า 11 ปี-คลังตั้งกองทุนพยุงหุ้น

Historical PriceStory
Source: SET โคม่า!ใช้เซอร์กิตฯรอบกว่า 11 ปี-คลังตั้งกองทุนพยุงหุ้น

12 มีนาคม 2563 | 17:19

หุ้นไทยดิ่งหนักแตะ 10% จนต้องใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์ ในรอบกว่า 11 ปี  หลังใช้ล่าสุดตั้งแต่ ต.ค.ปี 51 ระหว่างวันดัชนีลงลึกสุด 154.52 จุด เหตุโควิดฯระบาดหนัก จน WHO ประกาศเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ของโลก ขณะที่ในไทยติดเชื้อเพิ่มอีก ซ้ำเติมราคาน้ำมันดิบที่ลดลง จากการดรัมพ์ราคาขาย และประกาศเพิ่มกำลังการผลิตของซาอุฯ  ด้าน บล.กสิกร  มองเลวร้ายสุด หากสถานการณ์ยืดเยื้อ SET Index มีโอกาสหลุด 1,000 จุด มาอยู่ที่ 921 จุด ด้าน”สมคิด”  สั่งคลังตั้งกองทุนพยุงหุ้น

*** ตลท.ใช้เซอร์กิต เบรคเกอร์ 30 นาที หลัง SET ดิ่ง 10%

ตลาดหลักทรัพย์หยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว วันที่ 12 มี.ค. 2563 เวลาหยุดทำการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที ตั้งแต่เวลา 14:38 ถึง 15:08 น.หลังดัชนีราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง 125.05 จุด คิดเป็น 10.00% จากดัชนีราคาปิดวันทำการก่อนหน้า (Circuit Breaker Level 1)
การหยุดการซื้อขายเนื่องจาก Circuit Breaker เป็นไปตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การซื้อขายการชำระราคาและการส่งมอบหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2555 หลังจากเปิดทำการซื้อขายแล้ว สมาชิกสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ตามปกติ
ทั้งนี้ หลังเปิดเทรดอีกครั้ง 15.08 น.ดัชนียังไหลลงไม่หยุด ทำจุดต่ำสุดที่ 1,095.37 จุด ลดลง 154.52 จุด (-12.36%) และปิดทำการที่ 1,114.91 จุด ลดลง 134.98 จุด (-10.80%) มูลค่าการซื้อขาย 101,402.17 ล้านบาท

*** นับเป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์เคยใช้เซอร์กิตเบรคเกอร์ มาแล้ว  3 ครั้ง โดยครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.49 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการกันสำรอง 30% และอีก 2 ครั้งเมื่อเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในวันที่ 10 ต.ค.51 และ 27 ต.ค.51

*** `ภากร` รับลูก ลุยถกตั้งกองทุนพยุงหุ้น

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับลดลงอย่างหนักในวานนี้ การตั้งกองทุนพยุงหุ้นไทย ที่ตลาดเคยนำมาใช้ในอดีตว่า เป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากมีความคืบหน้าจะมาแจ้งเพิ่มเติม
ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าที่ผ่านมาปรับตัวค่อนข้างรุนแรง ซึ่งเป็นไปตามทิศทางตลาดอื่นๆในโลก โดยดัชนีหุ้นไทยร่วงถึง 8.8% มากสุดเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งยังคงต้องติดตามผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในระยะต่อไป
“ในตลาดเราปรับตัวค่อนลงค่อนข้างรุนแรง ตลาดเปิดมาปรับตัวลง 5% และในช่วงเช้าที่ 8.8% เราได้เตรียมการ มอนิเตอร์ต่างๆ พบว่า มีการทำ block trade มีการทำชอร์ตเซล มีการทำโปรเกรมเทรดดิ้ง ไม่ได้มีสัดส่วนผิดสัดส่วนจากปกติขอเรียนว่า การที่ตลาดปรับตัวลง เป็นการปรับตัวลงตามตลาดอื่นๆ ในโลก” นายภากร กล่าว
ด้านผลกระทบของราคาน้ำมันเชื่อว่าคงไม่ใช่ปัจจัยใหญ่ เพราะผลกระทบเรื่องน้ำมันตลาดรับรู้ไปแล้วเมื่อวันจันทร์ และมองว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดลงน่าจะเป็นตัวทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากราคาต้นทุนพลังงานต่ำลงซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี

*** ยังไม่มีแนวคิดหั่นเซอร์กิตเบรคเกอร์เหลือ 7%

ส่วนกรณีสอบถามถึงการปรับลดเซอร์กิต เบรกเกอร์ ให้ลดลงจาก 10% เป็น 7% นั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำการศึกษา เพราะการที่ให้เซอร์กิตเร็วไปอาจจะไม่มีประโยชน์ ทั้งนี้ จะต้องพิจารณาว่า 10% นั้นยังเหมาะสมไหม โดยจะต้องพิจารณาข้อดีข้อเสียว่าเป็นอย่างไร
“เรามองว่าเป็นโอกาสของนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาตอนนี้ และมาดูราคาของหุ้น ราคาของบริษัทแต่ละอุตสาหกรรมตอนนี้ ถ้าเป็นการซื้อเพื่อออมระยะยาวมีความน่าสนใจ”นายภากร กล่าว
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลง 25-26% โดยต้องดูว่า สาเหตุที่หุ้นไทยลงเยอะเป็น ความกังวลเกินเหตุหรือไม่ โดยทั่วโลกพบว่าไม่มีที่ไหนลงถึง 25% ลงแค่ 10-20% เท่านั้น ซึ่งตรงนี้น่าสนใจว่า หุ้นไทยมีกลุ่มทั้งพลังงาน ท่องเที่ยว เช่นเดียวกับตลาดอื่น แต่ทำไมผลกระทบ หรือ รีแอคถึงแรง ซึ่งถือเป็นโจทย์ ว่าผลกระทบรุนแรงเกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่
“ถ้าเราดูวันนี้การถือครองสุทธิของนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ 28.96% ซึ่งต่ำกว่าปกติแค่ 1-2% ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยวันนี้สิ่งที่เขาขายสัดส่วนไม่ได้ต่างจากปกติ เขาขายเพราะมาร์เกตแคปตลาดไทยลดลง สัดส่วนเขาก็ต้องลดลงตาม แต่หากดัชนีกลับมาขึ้น เขาก็จะซื้ออย่างรวดเร็วขึ้น”นายภากร กล่าว

*** หนุน SSF แม้ยาว 10 ปี แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ด้านกองทุน SSF ถือเป็นขั้นแรกที่ภาครัฐเริ่มเห็นความสำคัญของการออมในระยะยาว และมองว่ากองทุนประเภทดังกล่าวควรส่งเสริม แม้ขนาดจะไม่เท่าเดิม และต้องถือยาวเป็นระยะเวลา 10 ปี แต่มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และในอนาคตอาจเห็นภาครัฐให้โอกาสกองทุนดังกล่าวมากขึ้น
สำหรับเวลานี้ เชื่อว่า นักลงทุนมีวิธีการในการตัดสินใจของเขาซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่ตลาดจะต้องทำคือ ทำอย่างไรให้มีข้อมูลให้นักลงทุน การสร้างความเชื่อมั่นให้กับรายย่อย ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญ
ส่วนกรณีที่หุ้นไทยลงมากกว่าหุ้นในตลาดโลกมีโอกาสที่ MSCI หรือ FTSE จะปรับลดน้ำหนักลงทุนหุ้นไทยหรือไม่ อยากให้มองว่า ตอนนี้มีแต่เรื่องลบมากกว่าเรื่องบวก ซึ่งเชื่อว่า หากมองตอนนี้ ตลาดของไทยมีโอกาสฟื้นได้เร็วกว่า เนื่องจากหุ้นไทยลงไปค่อนข้างเยอะ

*** บล.กสิกรฯ มองกรณีเลวร้ายสุดดัชนีอยู่ที่ 921 จุด หากโควิด-19 เข้าเฟส 3

บล.กสิกรไทย มอง 5 กรณี สมมติฐานตลาดหุ้นกับสถานการณ์ COVID-19 กรณีการแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้น SET Index ระดับ 921 จุด
1.ค้นพบวัคซีนต้าน COVID-19 SET Index ฟื้นตัวสู่ระดับ 1,630 จุด กรณีนี้คือกรณีเชิงบวกที่อาจมีการพลิกฟื้่นจากทิศทางขายในปัจจุบัน (อิงค่าเฉลี่ยในอดีตของอัตราส่วนต่างผลตอบแทนตลาดและพันธบัตร (EYG) หุ้นแนะนำ AOT AAV MINT
2.ค้นพบยาต้านที่ใช้ต้านได้เป็นอย่างดี SET Index ฟื้นตัวสู่ระดับ 1,445 จุด เรามองว่ากรณีมีความเป็นไปได้มากที่สุดและคาด SET Index โดยรวมฟื้นตัวสู่ระดับ 1,445 (อิง +0.55D ต่อ EYG) แต่ไม่ถึงจุดก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัส ในกรณีนี้เราชอบหุ้นที่อิงวัฎจักรโลก หุ้นแนะนำ SCC
3.หลายประเทศสั่งปิดเมือง ห้ามกิจกรรมการท่องเที่ยว SET Index ระดับ 1,297 สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ตลาดผันผวนอย่างมากเป็นรายวัน (อิง +1.0SD ต่อ EYG) และมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะกลับเข้าลงทุนในกลุ่มที่ปรับตัวลดลงไปอย่างมาก เช่น กลุ่มการท่องเที่ยวและหุ้นที่อิงวัฎจักรโลก หุ้นแนะนำ STA BTS GULF ADVANC
4.กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ปิดเมืองเต็มรูปแบบ 14 วัน SET Index ระดับ 1,177 กรณีนี้จะสร้างความมั่นใจว่าการแพร่ระบาดจะอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการ แต่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างเราเล็งเห็น SET Index ที่ 1,177 (+15SD ต่อ EYG) หุ้นแนะนำ STA
5.สถานการณ์ยืดยาว การแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้น SET Index ระดับ 921 ไม่คาดว่ากรณีจะเกิดขึ้นจริง เพราะคาดว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หลักๆ จะดำเนินมาตรการปิดเมืองเต็มรูปแบบ (กรณีที่ 4) เป้าหมาย SET Index ของเราในกรณีนี้จะอิง +3.0SD ต่อ EYG คิดเป็น SET Index ที่ 921 ไม่มีหุ้นแนะนำ
มองความเป็นไปได้สูงสุดคือ กรณีการค้นพบวัคซีนต้านไวรัส พร้อมออกมาตรการควบคุมต่อเนื่อง
คงเป้าหมาย SET Index ล่วงหน้า 12 เดือน 1,450 จุด
*** ตลท.เยียวยาผู้ประกอบการตลาดทุน 

นายภากร กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ที่ขยายวงกว้างกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ประกอบกับสภาพการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในตลาดทุนอย่างมาก ซึ่งได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเริ่มมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในตลาดทุนตั้งแต่ปี 2562 และล่าสุดกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกมาตรการเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ ประกอบด้วย

*** มาตรการช่วยผู้ออกหลักทรัพย์

1.มาตรการช่วยเหลือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ โดยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทที่มอบหมายให้บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ (TSD) เป็นนายทะเบียน ได้แก่ บริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน โดยลดค่าธรรมเนียมนายทะเบียนรายปี 20% ในปี 2563 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของธุรกิจลดลง นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ผู้ลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะลดค่าธรรมเนียมรายปีแก่บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมกิจกรรม Opportunity Day ในปี 2563-2564 ตามจำนวนครั้งที่เข้าร่วมเสนอข้อมูล และข้อกำหนดตามวิธีปฏิบัติในการจัดประชุม

*** ช่วยบริษัทสมาชิก

2.มาตรการช่วยเหลือบริษัทสมาชิก แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่

2.1 มาตรการลดต้นทุนการทำธุรกรรมใน TFEX โดยลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม ตั้งแต่ค่าธรรมเนียมการใช้บริการระบบ streaming ค่าธรรมเนียมการซื้อขายและการชำระราคาของ SET50 Futures และ SET50 Options รวมทั้งยังมีมาตรการให้ส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับปี 2563 อีกด้วย

2.2 มาตรการสนับสนุนบริษัทผู้ออก DW โดยลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน DW ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 และจะพิจารณาเพิ่มมาตรการให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียน DW ที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และให้ความรู้ผู้ลงทุนตามเงื่อนไขที่ตลาดกำหนด เป็นการช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ

2.3 มาตรการสนับสนุนสมาชิกในการให้บริการผู้ลงทุนบุคคล สนับสนุนให้สมาชิกใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาบริการซื้อขายแก่ผู้ลงทุนบุคคล โดยเพิ่มช่องทางการเชื่อมต่อกับระบบซื้อขายสำหรับผู้ลงทุนบุคคลของสมาชิกแต่ละรายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ

*** ช่วยสมาชิกผู้ฝากหลักทรัพย์

3.มาตรการช่วยเหลือสมาชิกผู้ฝากหลักทรัพย์ ของ TSD ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ธนาคารผู้เก็บรักษาหลักทรัพย์ โดยลดค่าธรรมเนียมรักษาหลักทรัพย์ 20% ตั้งแต่ 1 เมษายน – 31 ธันวาคม 2563 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิกผู้ฝากในช่วงภาวะเศษฐกิจชะลอตัว
“ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักดีว่าผู้ประกอบการเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงพร้อมแบ่งเบาภาระของภาคธุรกิจในตลาดทุนให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการครั้งนี้ครอบคลุมบริษัทกว่า 800 บริษัท ทั้ง บจ. บล. บลจ. และคัสโตเดียน ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และพร้อมสนับสนุนการทำงานของภาคตลาดทุนในทุกมิติ รวมทั้งร่วมมือกับภาครัฐในการดำเนินนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน” นายภากรกล่าว

Leave a Reply

The maximum upload file size: 500 MB. You can upload: image, audio, video, document, spreadsheet, interactive, other. Links to YouTube, Facebook, Twitter and other services inserted in the comment text will be automatically embedded. Drop file here